เอกการยาง ไว้ใจ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพังงา

สินค้าของเอกการยาง

เกี่ยวกับ .. ยางรถยนต์

          ยางรถยนต์  ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะหากยางรถยนต์มีปัญหาสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นการเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับรถจึงจำเป็นต้องมีเทคนิคในการเลือกยางให้เหมาะสมกับรถ อีกหลาย ๆ คนคงยังมีความรู้การเลือกยาง และ การดูแลยางรถยนต์ ไม่มากนัก ดังนั้นเรามีวิธีการเลือกยาง และการดูแลยางง่าย ๆ มาฝาก

 

          ขนาดยาง สำหรับรถยนต์ทั่วไปจะมีขนาดบอกอยู่ที่ แก้มยาง จะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโลก เช่น 185/55R17 หากต้องการที่จะเปลี่ยนยางที่มีขนาดเดิมไซส์ติดรถ สามารถเลือกยี่ห้อ และ รุ่นยางรถยนต์ ได้ทันที แต่ถ้าต้องการเพิ่มให้ยางเกาะถนนมากขึ้น และมีความสวยงาม การเปลี่ยนขนาดของล้อให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่เปลี่ยนกระทะล้อ อาจเพิ่มความกว้างของยางขึ้น 10 มิลลิเมตร สูงสุดไม่เกิน 20 มิลลิเมตร โดยทุก ๆ ความกว้าง 10 มิลลิเมตรที่เพิ่มขึ้นจะต้องลดความสูงของแก้มยางลง 5 ซีรีย์ เพื่อให้ยางมีความสูงใกล้เคียงกับยางตัวเดิม


 

การดูแลรักษายางรถยนต์

ขั้นตอนที่ 1 การทำให้ยางมีความสมดุลกัน

          สังเกตดูว่ามีตุ้มถ่วงล้อติดอยู่ที่ยางรถหรือไม่ น้ำหนักของตุ้มนี้ทำให้ยางมีหน้าสัมผัสที่เท่ากัน หากพบว่ามีขนาดสั้นจะต้องรีบไป ตั้งศูนย์  ถ่วงล้อ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ สามารถเข้าใช้บริการได้ที่ ศูนย์บริการยางรถยนต์ ไทร์พลัส เอกการยาง เพื่อให้ช่างตรวจเช็ค

 

ขั้นตอนที่ 2 มั่นใจว่าล้ออยู่ในสภาวะสมดุล                                                                                                                                                                     

          ปรับให้สมดุลของล้อรถยนต์ ทั้ง 4 ล้ออยู่ในระดับเดียวกัน จะช่วยให้คุณวิ่งได้ราบรื่นมากขึ้น สามารถช่วยให้การทำงานเข้ากันได้ดี และยังสามารถสร้างสมดุลให้กับรถยนต์  หากรถของคุณทั้ง 4 ล้อไม่มีความสมดุลกัน จะต้องปรับตั้งใหม่ทุกล้อ โดยเฉพาะล้อคู่หน้า จะต้องปรับความสมดุลให้เป็นตัวหลัก จะทำให้การทำงานของรถยนต์ประสานกันได้ดี จะต้อง ตรวจเช็คยาง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เมื่อไหร่ดอกยางที่ตรงขอบล้อไม่สม่ำเสมอ  หรือขับรถกินเลนซ้ายกินเลนขวา จะต้องตรวจสอบยางเพื่อความปลอดภัย

 

ขั้นตอนที่ 3 สลับยาง                                                                                                                 

          ขั้นตอนนี้จะทำบ่อยกว่าขั้นตอนอื่น เพื่อให้ยางมีรูปทรงที่ดีได้นานที่สุดที่เท่าจะเป็นไปได้ ศูนย์บริการส่วนใหญ่จะแนะนำให้ สลับยาง  ทุก ๆ 10000 กม. สำหรับรถที่ไม่ได้มีการใช้งานบ่อย แนะนำให้สลับยางทุก ๆ 15000 กม. ต้องตระหนักอยู่เสมอ ยางแต่ละประเภทใช้เวลาสลับยางต่างกัน ควรดูจากคู่มือประกอบด้วย

 

ดอกยาง                                                                                                                                                                                 

          ดอกยางสำหรับรถยนต์จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่เน้นความนุ่มนวล มีเสียงรบกวนเล็กน้อย ดอกยางจะมีความละเอียด ร่องยางมีความถี่และแคบ จะเน้นการรีดน้ำ ฝุ่น และทราย สามารถสะบัดออกจากทางข้างได้เร็ว ส่วนยางที่เน้นเกาะถนน ประเภทรถสปอร์ต ดอกยางจะมีลักษณะก้อนใหญ่ ร่องยางจะห่างและกว้างกัน เพื่อเก็บน้ำที่ถูกรีดออกจากหน้ายาง ขณะที่ขับในทางที่เรียบแห้งจะมีเสียงดังกว่ายางกลุ่มแรก ถ้ารถเป็นประเภท ออฟโรด ลุยหิน ลุยโคลน วิบาก ดอกยางควรมีบั้งใหญ่ และร่องห่าง จะเน้นการสลัดโคลน น้ำ หิน จะมีราคาที่สูง

 

แก้มยางเสริมพิเศษ                                                                                                                                                 

         ยางรถยนต์บางรุ่นจะมีการเสริมเนื้อของแก้มยางใกล้กับขอบกระทะล้อจะเป็นขอบนูนเล็ก ๆ  เพื่อที่จะป้องกันขอบล้อแม็กไม่ให้เสียหายเมื่อขับเบียดทางเท้า มักใช้ในแก้มยางเตี้ยเป็นส่วนใหญ่ ช่วยให้การใช้งานในเมืองได้สบายขึ้น จะไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการเกาะถนน                                                                                        

เกี่ยวกับ .. แม็กซ์

          ล้อแม็กซ์ เป็นอุปกรณ์แต่งที่อยู่รวมกันกับตัวรถ และยาง มีความโดดเด่น หลากหลายสไตล์ ดีไซน์สวย สามารถบอกถึงความชอบ หรือรสนิยมของผู้ใช้รถได้ แม็กซ์ สามารถรับน้ำหนักได้เทียบเท่าตัว ความแข็งแรง ช่วยให้มีอัตราเร่งความเร็วดีขึ้น พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง


 

แม็กซ์ ถูกแบ่งประเภทได้ 3 ประเภท ดังนี้

  1. ล้อเหล็ก หรือ ล้อกระทะ ( Steel Wheel ) มีน้ำหนักมาก ทนทาน รับแรงกระแทกจากการใช้งานได้ดี สามารถ ซ่อมแซมปรับแต่งใหม่ได้งายกว่าล้อประเภทอื่น  แต่น้ำหนักที่มากของล้อเหล็ก ทำให้อัตราเร่งความเร็ว  ต่ำลง ช่วงล่าง มีการตอบสนองช้า อาจไม่ได้ช่วยเรื่อง การประหยัดน้ำมัน ได้ดีเท่าที่ควร
  2. ล้อแม็กนีเซียมอัลลอย หรือล้อแม็กแท้ ( Magnesium Alloy Wheel )  มีน้ำหนักเบา คุณสมบัติพิเศษในการ กระจายความร้อนได้ดี  ทำให้ควบคุมการเบรก และการทรงตัวของรถ  อัตราเร่งความเร็วได้ดีกว่า เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มนักแข่ง นักซิ่ง                                                                                                         
  3. ล้ออลูมิเนียมอัลลอย ( Aluminum Alloy Wheel ) มีน้ำหนักเบา แต่น้ำหนักมากกว่า ล้อแม็กนีเซียมอัลลอย จัดเป็นล้อพื้นฐานทั่วไปที่แข็งแรง ทนความร้อนได้ดี มีความสวยงามกว่าล้อเหล็ก มีพื้นผิว และขนาดที่หลากหลาย จึงเป็นที่นิยมโดยส่วนมาก                                                                                                   
  4. ล้อแม็กซ์แบบหลายชิ้น ( Assembly Wheel ) เป็นล้อที่ประกอบขึ้นเองด้วยจานล้อ และขอบล้อ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในบางส่วน สามารถซ่อมแซมได้ง่าย เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ ปรับแต่งความสวยงามของล้อได้ตามความต้องการ

 

การเลือกซื้อแม็กซ์           

ควรคำนึงถึงขนาด ความสวยงาม และยาง เพื่อความเหมาะสมในการใช้งาน การดูออฟเซ็ท (Offset) ของล้อก็เป็นสิ่งสำคัญ ออฟเซ็ท ( Offset , ET ) หมายถึง ความห่างระหว่างล้อ เป็นตัวบอกค่าของระยะห่าง แบ่งตามแนวขวางล้อ เพื่อดูตำแหน่งล้อที่ยื่นออกมานอกรถให้ได้ตามความเหมาะสม อ่านได้ 2 ค่า คือ Offset บวก (+)  คือ  ค่าของล้อมีความยื่นออกนอกตัวรถ และ Offset ลบ (-)  คือ ค่าของล้อที่ลึกเข้าในตัวรถ

 

การบำรุงรักษา

แม็กซ์ ถือว่าเป็นส่วนประกอบภายนอกที่ใช้งานมากที่สุดสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ เช่น ฝุ่น เบรก หิน น้ำ และสิ่งสกปรกบนท้องถนนเป็นประจำทุกวัน ชุดล้อแม็กซ์เสื่อมอาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดี ดังนี้ 

  • การเคลือบแว็กซ์ ทำได้กับแม็กซ์ทุกประเภท เพื่อปกป้องรถ สามารถทำได้ตั้งแต่ซื้อครั้งแรกก่อนเริ่มใช้งาน            
  • การทำความสะอาดด้วยสบู่ และน้ำ  ใช้ฟองน้ำสะอาดขัดคราบกันไม่ให้ล้อเป็นรอย ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดจุดด่าง

 

          การเปลี่ยนแม็กซ์ นับว่าเป็นการแต่งรถยอดนิยมของคนชอบความแปลกใหม่ โดดเด่นให้กับรถของคุณเอง  เพิ่มสมรรถนะขับขี่ และความสวยงามให้มากขึ้น แต่ยังคงรูปแบบการใช้งานคงเดิม  โดยภาพรวมของล้อแม็กซ์  ตั้งแต่ประสิทธิภาพ การใช้งาน ความสวยงาม ความทนทาน  ไปจนถึงราคา เป็นตัวช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อล้อแม็กซ์ ที่ตรงสไตลล์ เหมาะสมกับรถของคุณมากที่สุด                                                                                                                                                                                                     

เกี่ยวกับ .. น้ำมันเครื่อง

          น้ำมันเครื่องยนต์ ที่สเหมือนกลไกลหลักของเครื่องยนต์ ซึ่งเปรียบเทียบได้ก็คือ เลือดของเรานั้นเอง ที่ต้องหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของอะไหล่ หากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง จะทำให้กลไกลการทำงาน อะไหล่ จะพังได้แน่นอน เพราะเป็นสารหล่อลื่น และทำการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพสูง และควรขยัน เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตามระยะเวลาที่กำหนด            


 

น้ำมันเครื่องยนต์  เป็นสารที่ช่วยการหล่อลื่นที่มีการคั่นกลางระหว่างน้ำมันเครื่อง ไปยังอะไหล่ กลไกที่ได้ทำงาน และยังมีหน้าที่ทำการเคลือบชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีน้ำมันเครื่องไหลผ่าน เพื่อเป็นการรักษาอะไหล่ทุกชิ้นให้มีการสึกหรอช้าลงได้ด้วย และยังช่วยการป้องกันการเกิดสนิม หรือการกัดกร่อน และยังมีหน้าที่หลัก ๆ คือ ช่วยทำความสะอาดเครื่องยนต์ ยิ่งน้ำมันเครื่องดำ ยิ่งดี เพราะเป็นการทำความสะอาด และยังให้ประสิทธิภาพสูง เปรียบเทียบเหมือนการสูบฉีดเลือดเข้าร่างกาย       

 

ประเภทของน้ำมันเครื่อง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก

  • น้ำมันแร่ หรือ MINERAL OIL เป็น น้ำมันเครื่องยนต์ ที่ผลิตแบบมีการกลั่น จากน้ำมันดิบ ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างต่ำมาก            
  • น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ หรือ FULL SYNTHTIC OIL น้ำมันเครื่องยนต์มีกลไกการผลิตด้วยทางเคมี และมีกระบวนการกลั่นกรองด้วยเทคโนโลยีที่มีขั้นสูงสุด และราคาค่อนข้างสูงมาก        
  • น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ หรือ SEMI – SYNTHETIC OIL น้ำมันเครื่องชนิดนี้ได้มีการผสมผสาน ระหว่างน้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้กับน้ำมันธรรมชาติ และมีการปรับปรุงที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นไปอีกขั้น ราคาไม่สูงนักเท่าไหร่                        

 

          น้ำมันเครื่องยนต์ดี เครื่องยนต์ของคุณก็จะดีขึ้น ตามที่เราดูแลรักษา หากคุณยังไม่รู้ว่า ตัวเครื่องแบรนด์ไหน ยี่ห้อไหนดี หรือตัวไหนจะเหมาะสมกับเครื่องยนต์ของคุณดี หากใส่น้ำมันเครื่องผิดประเภท อาจจะทำให้เครื่องยนต์พังได้ น้ำมันเครื่องยนต์ ผลิตออกมามีหลายราคา หลายเกรด 

 

  • น้ำมันเครื่อง CASTROL เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ที่นำเข้าประเทศไทย และท้องตลาดยอมรับมากที่สุด และยังมีการออกแบบ เพื่อเป็นการปกป้องเครื่องยนต์ ดูแลรักษาตั้งแต่คุณสตาร์ทเครื่องยนต์          
  • น้ำมันเครื่อง BP  น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ที่มีส่วนผสมของ HC – SYNTHETIC  มีคุณภาพและเทคโนโลยีสูง การทำงานมีประสิทธิภาพมาก  
  • น้ำมันเครื่อง TYRELUS  น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติที่ดี และยังมีประสิทธิภาพ ช่วยหล่อลื่น แม้จะมีการใช้งานหนัก ราคาไม่สูงมาก       

เกี่ยวกับ .. ผ้าเบรก

          ผ้าเบรก เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากต่อรถยนต์ ที่มีหน้าที่หยุด หรือทำหน้าที่เป็นการเบรก จะทำหน้าที่ร่วมกับ ดิสก์ หรือเรียกว่า ดรัมเบรก ในท้องตลาดตอนนี้ ผ้าเบรกจะมีหลายแบบ หลายประเภท ที่ผลิตออก โดยมักจะมีข้อดี และข้อเสีย ของแต่ละรุ่น หากเราไม่มีความมั่นใจ ว่าเบรกของเราใกล้หมดหรือยัง แนะนำให้ไป เช็คสภาพรถยนต์ บ่อย ๆ เพราะเป็นการป้องกันตัวเอง ไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นจากอุบัติเหตุ การที่ผ้าเบรกจะหมด มักจะมีสัญญาณเตือนก่อนเสมอ อาการ เช่น เวลาเบรกจะไม่หยุดนิ่งทันที หรืออาจจะมีเสียงดังขึ้น  


 

อาการหลัก ๆ เมื่อผ้าเบรกรถยนต์หมด 

  • เวลาเบรกจะมีเสียงดังขึ้นมา เช่น เสียงดัง เอี๊ยดๆ และสักพักเสียงดังนั้นก็จะหายไปโดยเอง
  • จะมีอาการเบรกต่ำ เวลาเหยียบเบรก หรือทำการเบรกจะมีความรู้สึกว่า การเหยียบเบรก จะมีการเหยียบต่ำกว่าปกติที่เคยเหยียบนั้นเอง   หรืออาจจะดึงเบรกมือ สูงกว่าปกติ อาจจะทำให้เบรกรถยนต์ มีอาการสึกหรอได้    
  • มักจะมีไฟแดง เตือนที่หนาปัดเข็มไมล์  จะมีการแจ้งเตือน เวลาที่คุณยกเบรกมือขึ้นจะมีสัญญาณโชว์ เป็นตัวสีแดงทันที อาจจะมีการสึกหรอของเบรก หรืออาจจะมีปัญหาของน้ำมันเบรกต่ำกว่าที่กำหนด

 

ผ้าเบรกจะมีอยู่ 4 แบบหลัก

  1. ผ้าเบรกออร์แกนิก ที่ผลิตด้วยใยที่มีความห่วงใยจากธรรมชาติ ไม่ได้ผลิตจากโลหะโดยตรง แต่จะทำจากใยแก้ว หรือยาง เบรกออร์แกนิก จะมีความนุ่มนวล และมีความเงียบ      
  2. ผ้าเบรกเมทัลลิก เป็นชนิดผ้าเบรก มีความทนทาน และแข็งแกร่งมาก ในตระกูลของผ้าเบรก ผลิตจากโลหะโดยตรง  มีความทนทานต่อความร้อนสูง แต่จะมีข้อเสีย คือ ใช้งานไปเรื่อย ๆ มักจะมีเสียงดังขึ้น
  3. ผ้าเบรกเซมิกเมลักลิก เป็นผ้าเบรกรถยนต์ ที่โลหะกึ่งผสมอยู่ ประมาณ 65% ของผ้าเบรกนั้นเอง จะมีความนิยมสูง ในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยมาก มีความทนทาน สามารถใช้งาน ได้ยาวไกล             
  4. ผ้าเบรกเซรามิก ที่กล่าวมาทั้งหมดของผ้าเบรกนั้น ชนิดของเซรามิก จะมีความทนทานมากกว่าชนิดอื่น ผ้าเบรกเซรามิกจะมีส่วนผสมของตัวใยไหมทองแดงอยู่ในตัวของผ้าเบรก  เบรกชนิดนี้จะมีความเงียบ และจะไม่มีฝุ่นดำออกมาแน่นอน      

 

ผ้าเบรกที่มีความนิยมสูง ในประเทศไทย

  • ผ้าเบรก BENDIX  เป็นผ้าเบรก ที่มีการตีตลาดไทยและทั่วโลก ซึ่งในท้องตลาด มีการยอมรับมาก และยังมีมาตรฐานอีกด้วย         
  • ผ้าเบรก NEXZTER น้องแดนญี่ปุ่น ที่นำเข้ามาในตลาดไทย ที่มีคุณภาพทนทาน ด้วยเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น             

  • ผ้าเบรก COMPACT BRAKES เป็นผ้าเบรกที่ทั้งโลกยอมรับ และสินค้าแบรนด์ดังทั่วโลก และมีวัตกรรมที่ล้ำสมัย และยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง                

เกี่ยวกับ .. โช้คอัพ

          โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์ควบคุมแรงกระแทก การสั่นสะเทือนของรถขณะเดินทาง แม้ในเส้นทางขรุขระให้มีความสัมผัสที่เบา  นุ่มนวล  ช่วยให้ล้อสัมผัสพื้นกับถนน ให้การยึดเกาะเป็นสิ่งสำคัญให้ ยาง และเบรก ทำงานได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ สำคัญต่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณ  ระบบการสั่นสะเทือนในขณะขับรถ ประกอบด้วยอุปกรณ์ สตรัทซ์ โช้คอัพ สปริง และ ยาง


 

          การทำงานของ โช้คอัพ  จะทำงานสองรอบของการยืดตัวสปริง  และบีบตัวเมื่อลูกสูบเคลื่อนลงด้านล่าง บีบอัดของเหลวไฮดรอลิก ในห้องใต้ลูกสูบ และขยายตัวเมื่อลูกสูบเคลื่อนไปทางด้านบนของท่อแรงดัน ให้บีบอัดของเหลวในห้องที่อยู่เหนือลูกสูบเมื่อรถเกิดการกระแทก

 

โครงสร้างโช้ค

  • กระบอกเดี่ยว  (Mono Tube)  จะมีลูกสูบขนาดใหญ่ทำให้จุน้ำมันได้เยอะ แยกส่วนน้ำมันกับแก๊ส ไม่ให้มีการผสมกัน กระจายความร้อนได้ดี  โช้คอัพประเภทนี้สามารถติดตั้งง่าย มักใช้ในช่วงล่างแบบสปอร์ต  ต้นทุนการผลิตสูง ความสามารถในการลดแรงกระแทกที่ดี และให้คุณภาพการขับขี่มากกว่า                                              
  • กระบอกคู่  (Twin Tube) จะมีสองลูกสูบทั้งด้านใน และด้านนอก ข้างในเต็มไปด้วยน้ำมัน วาล์วมีขนาดเล็กลง ก้านลูกสูบติดอยู่กับวาล์ว และ น้ำมันน้อยเลย  ส่งผลให้มีแรงสั่นสะเทือนในพื้นถนนที่ขรุขระ ต้นทุนการผลิตไม่สูง การระบายความร้อนทำได้น้อยกว่าตัวกระบอกเดี่ยว 

 

ประเภทโช้คอัพ 

  1. โช้คอัพระบบน้ำมัน เป็นอุปกรณ์แต่ง ที่มีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ในกระบอกมากกว่าอากาศ  น้ำมันจะสร้างความหนืด เพื่ออัพเกรดช่วงล่างของรถให้เหนียว แน่น หนึบ และปลอดภัย
  2. โช้คอัพระบบแก๊ส เป็นอุปกรณ์แต่ง ที่ผสมระหว่างน้ำมันไฮดรอลิค และแก๊สไนโตรเจน ทำให้มีแรงดันมากขึ้น  ลดฟองอากาศที่เกิดในน้ำมัน  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความทนทานได้มากขึ้น
  3. โช้คอัพ สตรัทปรับเกลียว เป็นอุปกรณ์แต่ง ทำเพื่อเป็นฐานรองรับน้ำหนักตัวสปริงให้เป็นเกลียว เพื่อปรับระดับความสูง ต่ำได้ตามความต้องการด้วยตัวสไลด์กระบอก การปรับระดับความสูง-ต่ำ จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของโช้คอัพ และตัวสปริง เน้นการยึดเกาะสูง
  4. โช้คอัพแต่งแบบปรับความสูงไม่ได้  เป็นอุปกรณ์แต่งที่ช่วยเพิ่มความหนืดให้สูงขึ้น  ประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถใช้คู่กับตัวโช้คอัพเดิมได้  แต่ความสูงจะถูกกำหนดไว้แล้วจากตัวสปริงเดิมเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงไม่แตกต่างไปจากเดิม

 

ส่วนประกอบของโช้คอัพ

  1. ปลอกกันฝุ่น   (Dust Shield)
  2. ห้องของเหลว   (Fluid Reservoir)
  3. ชุดลูกสูบ   (Piston Set)
  4. กระบอกสูบ   (Cylinder)
  5. ก้านสูบ   (Piston Rod)
  6. ห้องน้ำมันสำรอง   (Reservoir Tube)
  7. ซีลกันน้ำมัน   (Sealed)

 

สัญญาณของโช้คอัพที่สึกหรอ

          โช้คอัพที่สึกหรอ เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ จากหลายสาเหตุ  เช่น  ขับขี่บนเส้นทางขรุขระแล้วไม่นุ่มนวล สั่นสะเทือนรุนแรง  มีอาการส่ายโคลงเคลง  รูปทรงโช้คผิดรูป  คดงอ  หรือมีคราบรั่วซึมบริเวณแกน  

 

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก โช้คอัพที่มีการสึกหรอ

          จะส่งผลให้ยางเสียการสัมผัสกับพื้นผิวถนน ผิวยางไม่เรียบ ส่งเสียงดังรบกวนขณะขับขี่ และการควบคุมบังคับเลี้ยว เข้าโค้งยากยิ่งขึ้น  อาจทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้

 

โช้คอัพมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

          มีหลายสาเหตุที่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของโช้คอัพ เช่น วิธีการขับรถ จุดหมายปลายทาง น้ำหนักในบรรทุก สภาพอากาศ ผู้ใช้รถควรเลือก ประเภทของโช้คอัพให้เหมาะสม ตรงตามการใช้งานของรถคุณโดยศูนย์จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน  มีคุณภาพ  หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์  โช้คอัพ สังเกตอาการขณะขับขี่ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยสะดวกสบายต่อผู้ใช้รถ

เกี่ยวกับ .. แบตเตอรี่

          แบตเตอรี่รถยนต์ ถือว่าป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญของรถ ปัญหาแบตเตอรี่ รถยนต์เสื่อมนั้นถือว่าเป็นปัญหาเพราะว่าไม่สามารถจ่ายไฟได้ตามกำลังเท่าเดิมและในที่สุดก็จะไม่สามารถจ่ายไฟได้ ส่งผลให้รถสตาร์ทยากขึ้นหรืออาจจะสตาร์ทไม่ติด จนไม่สามารถใช้งานรถได้ ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมเป็นปัญหาที่เราต้องสังเกตอาการของรถว่ามีอะไรผิดปกติบ้างที่เข้าข่ายแบตเตอรี่เสื่อม เรามาดูว่า สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อม การสังเกตอาการแบตเตอรี่เสื่อม และวิธีการแก้ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหาเหล่านี้    


 

อาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเกิดจากอะไร ?                                                                                                         

  • ปัญหา Under Charging / Over Charging ของไดชาร์จหรือตัวปั่นไฟ

ปัญหา Under charging (ไดชาร์จชาร์จไฟต่ำกว่า 13.60 โวลต์) และปัญหา Over charging (ไดชาร์จชาร์จไฟเกิน 14.50 โวลต์) เป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม โดยปัญหาเกิดจากคราบขาวบนแผ่นธาตุของแบตเตอรี่รถยนต์ ที่เป็นสาเหตุให้การประจุไฟฟ้าทำได้ยากขึ้นจำทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ และ Over Charging จะทำให้ระดับของน้ำกลั่นลดลงอย่างรวดเร็วจะทำให้อุณภูมิเพิ่มสูงขึ้น จะแผ่นธาตุในแบตเตอรี่เสียหาย

  • แบตเตอรี่รถยนต์ใกล้หมดอายุ                                                                                                                                               

แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 3- 5 ปี อายุการใช้งานจะช้า หรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถ รวมถึงการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ           

  • ระบบภายในแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ                                                                                                                       

การรั่วไหลของระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่หลวม มีคราบขี้เกลือเกาะขั่วแบตเตอรี่หรือเกิดสนิม ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ขัดขวางของระบบชาร์จและตัวมอเตอร์ ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

  • การใช้ระบบไฟในรถยนต์ต่อเนื่อง                                                                                                                                                     

การใช้ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ที่มะระยะเวลาที่นาน เช่น การเปิดไฟในห้องโดยสารไว้ นาน ๆ หรือการชาร์จแบตเตอรี่เป็นเวลานาน ๆ ทำให้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่ถูกดึงออกมาใช้งานนานกว่าปกติอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้

  • ไม่ได้ใช้งานรถยนต์เป็นเวลานาน                                                                                                                                                     

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นสิ่งที่ทำงานตลอดเวลาแม้แต่รถจอดสนิท เพราะจะต้องจ่ายไฟเลี้ยงในระบบรถยนต์ เช่นระบบกันขโมย หรือระบบควบคุม ด้วยเหตุผลนี้ถึงแม้เราจอดรถทิ้งไว้ไม่ได้สตาร์ทเป็นเวลานานก็ทำให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดได้

                                                                                          

แบบไหนเข้าข่ายอาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม

อาการเสื่อมของแบตเตอรี่รถยนต์สามารถสังเกตได้โดยจากความล้าช้าของระบบไฟฟ้าของรถ หากต้องเติม น้ำกลั่น บ่อยกว่าปกติ ระบบไฟฟ้าและระบบบล็อกเริ่มทำงานช้า  ไฟหน้ารถไม่ค่อยสว่าง สว่างน้อยกว่าปกติ สตาร์ทรถได้ยากขึ้น ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมแล้ว อาการเหล่านี้เกิดจากประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้งาน

 

วิธีแก้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมทำไงได้บ้าง

เมื่อพบว่าแบตเตอรี่รถยนต์มีอาการเสื่อม วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็แน่อยู่แล้วว่าต้องเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ เนื่องจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้วจะไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เท่าเดิม การ เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ควรเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่มือหนึ่งเท่านั้น เพราะหากถ้าเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่มือสองก็จะได้รับประสิทธิภาพที่ไม่เต็มร้อยและยังส่งผลเสียต่ออะไหล่อื่น ๆ

 

หากคุณยังไม่สะดวกที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ การจัมป์หรือ การพ่วงแบตเตอรี่ จากลูกที่ประจุไฟฟ้าเต็มจากรถคันอื่น เป็นวิธีที่สามารถใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน ขั้นตอนไม่ยุ่งยากและยังทำให้คุณสามารถใช้รถต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง